บทความทั้งหมด
Active ETFs

Active ETF ทางเลือกใหม่ในโลกของ ETF

เมื่อพูดถึง ETF นักลงทุนไทยส่วนใหญ่มักคุ้นเคยกับกองทุนที่ลงทุนตามดัชนี เช่น SET50, S&P 500 หรือ Nasdaq 100 หรือที่เรียกว่า Passive ETF แต่ในปัจจุบัน ETF ไม่ได้มีเพียงรูปแบบนั้นอีกต่อไป ท่ามกลางโลกการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Active ETF กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่มองหาความยืดหยุ่นมากขึ้น

Author
""

ระยะเวลา: 2 นาที

วันที่: 06 ต.ค. 2569

ในอดีต ETF ส่วนใหญ่เน้นลงทุนตามดัชนี และเป็นที่นิยมอย่างมากนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก แต่เมื่อสภาวะตลาดมีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้น นักลงทุนจึงเริ่มมองหาทางเลือกที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าการลงทุนตามดัชนีเพียงอย่างเดียว ทำให้ Active ETF ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

Active ETF ยังคงมีจุดเด่นของ ETF ทั้งความโปร่งใสและความสะดวกในการซื้อขาย ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนใช้ความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกหลักทรัพย์และปรับพอร์ตตามสภาวะตลาด

 

ความสนใจใน Active ETF ที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีกลยุทธ์การลงทุนในรูปแบบ ETF ให้เลือกหลากหลายกว่าเดิม เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนที่กำลังมองหาทางเลือกในการรับมือกับตลาดที่ผันผวน

 

Active ETF เทรนด์การลงทุนที่เติบโตทั่วโลก

Active ETF กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) กว่า 1.17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2024[1] และคาดว่าจะเติบโตเป็น 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030[2] สะท้อนถึงความต้องการทางเลือกการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

Active ETF ไม่ได้มุ่งสร้างผลตอบแทนให้เคลื่อนไหวตามดัชนี แต่มีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนีอ้างอิง หรือที่เรียกว่า Alpha โดยผู้จัดการกองทุนใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพประกอบการคัดเลือกสินทรัพย์และปรับพอร์ต[3]

 

ทำไม Active ETF จึงได้รับความสนใจมากขึ้น

Active ETF ได้รับความสนใจมากขึ้นจากทั้งนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน โดยมีแรงสนับสนุนจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎเกณฑ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสภาวะตลาดที่ทำให้ข้อดีของ Active ETF ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้

  • มุ่งสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนีอ้างอิง (Alpha) ผ่านการคัดเลือกการลงทุนเชิงรุก ผสานข้อดีของ ETF และกองทุน Active ทั้งความสะดวกในการซื้อขาย ความโปร่งใส และการบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ

  • ยืดหยุ่นต่อสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยผู้จัดการกองทุนสามารถคัดเลือกหลักทรัพย์และปรับพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหาโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ และรับมือกับความผันผวนของตลาด

  • กระจายการลงทุนและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการจัดสรรการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุน ระดับความเสี่ยง และมุมมองต่อตลาดในแต่ละช่วงเวลา

  • เปิดโอกาสเข้าถึงเมกะเทรนด์และธีมการลงทุนแห่งอนาคต ที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว เช่น AI นวัตกรรม พลังงานสะอาด และความยั่งยืน ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงโอกาสการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูง (high-growth sectors) และกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่อาจมีน้ำหนักจำกัด หรือยังไม่สะท้อนอยู่ในกองทุนที่ลงทุนตามดัชนี

  • เพิ่มทางเลือกในการจัดพอร์ตการลงทุน สามารถใช้ร่วมกับการลงทุนแบบดัชนีหรือสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยงในพอร์ตโดยรวม

ตัวชี้วัดความเสี่ยงของ Active ETF

เช่นเดียวกับ Passive ETF นักลงทุนสามารถใช้ค่า Beta และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการประเมินว่ากองทุนมีผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีตัวชี้วัดสำคัญอีกสองรายการที่ใช้ประเมิน Active ETF ได้แก่ Alpha และ Sharpe Ratio

 

Alpha

Alpha เป็นตัวชี้วัดว่ากองทุนสร้างผลตอบแทนได้สูงหรือต่ำกว่าดัชนีอ้างอิงเพียงใด ตัวเลขนี้แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น Alpha 3% หมายความว่า กองทุนสร้างผลตอบแทนมากกว่าดัชนีอ้างอิง 3%

 

Sharpe Ratio

Sharpe Ratio ใช้ประเมินว่าอัตราผลตอบแทนส่วนเกินจากดัชนีอ้างอิงเทียบกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นคุ้มค่าหรือไม่ โดยเปรียบเทียบผลตอบแทนส่วนเกินจากดัชนีอ้างอิงต่อหน่วยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ยิ่งค่าที่ได้มีค่าสูง ยิ่งสะท้อนว่ากองทุนสร้างผลตอบแทนได้ดีเมื่อเทียบกับความเสี่ยง ทั้งนี้ ค่าที่สูงกว่า 1 ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ตัวเลขนี้จึงช่วยให้เห็นว่ากองทุนสร้างผลตอบแทนด้วยการรับความเสี่ยงมากเกินไปหรือไม่ โดยผลลัพธ์ที่ต้องการคือ ผลตอบแทนที่ดีควบคู่กับความผันผวนที่ต่ำ

 

เลือก Active หรือ Passive

ETF ทั้งสองรูปแบบมีจุดเด่นต่างกัน Passive ETF เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีและมีค่าธรรมเนียมต่ำ ส่วน Active ETF เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้มากกว่าดัชนี โดยอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญของผู้จัดการกองทุนมืออาชีพในการคัดเลือกหลักทรัพย์และบริหารพอร์ต

 

 

คำเตือน 

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาเป็นคำแนะนำการลงทุน คำแนะนำในการซื้อ ขาย หรือถือครองหลักทรัพย์หรือหน่วยลงทุน และไม่ถือเป็นการรับรองหรือสนับสนุนผลิตภัณฑ์หรือเครื่องมือการลงทุนใด ๆ

  1. Broadridge data, December 2024 
  2. [2] "Decoding active ETFs." BlackRock, December 2023  
  3. Alpha เป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของกองทุนเมื่อเทียบกับดัชนีอ้างอิง โดยคำนึงถึงความเสี่ยงและความผันผวนของพอร์ต หาก Alpha เท่ากับ 1.0 หมายความว่า กองทุนสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนีอ้างอิง 1% ส่วน Alpha ที่ติดลบแสดงว่ากองทุนมีผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง Beta ใช้วัดว่ากองทุนมีความผันผวนต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีอ้างอิงมากน้อยเพียงใด ค่า Beta ที่สูงกว่า 1.0 หมายความว่า กองทุนมีความผันผวนมากกว่าดัชนีอ้างอิง ขณะที่ค่าต่ำกว่า 1.0 หมายถึงมีความผันผวนน้อยกว่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นตัวชี้วัดทางสถิติที่ใช้ดูความผันผวนในอดีต ตัวอย่างเช่น หุ้นที่มีราคาผันผวนมากจะมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสูง ส่วนหุ้นบลูชิพที่ราคาค่อนข้างมีเสถียรภาพจะมีค่าต่ำกว่า ยิ่งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสูง ยิ่งแสดงว่าผลตอบแทนของกองทุนมีโอกาสแตกต่างจากระดับที่คาดการณ์ไว้มากขึ้น